ยุทธพงษ์ สืบภักดี : ครูหนุ่ม

Archive for เมษายน, 2011

บทสรุป เมื่อได้เป็นข้าราชการ ตอนที่ 3 (จบ)

by on เม.ย..06, 2011, under ครูหมีขี้บ่น

 

บทสรุป เมื่อได้เป็นข้าราชการ ตอนที่ 3 (จบ)

          เว้นว่างไปนานเลยสำหรับบทความตอนที่ 3 ซึ่งจะเป็นบทสรุปในเป้าหมายในชีวิตของผมในการที่จะเป็น “ข้าราชการ” ในบทความที่แล้วผมได้เล่าถึงแรงบันดาลใจและเหตุผลของการที่ต้องการจะเป็น “ข้าราชการ” ให้ได้และแนวทางในการทำข้อสอบ หรือที่เรียกว่าเกร็งข้อสอบให้สอบติด

          ก่อนจะเล่าต่อไปก็ต้องเกรินถึงความรู้ความสามารถของตัวเองก่อนเพื่อที่คนอ่านจะได้เกิดแรงบันดาลใจ….เพราะอะไรเหรอครับ นั้นเพราะว่า อันตัวกระผมนั้นไม่ใช่คนที่เรียนเก่ง คืออยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางแย่ เรียนจบตอน ปวช. มาแบบเส้นยาแดงผ่าแปด คือ 2 หน่อยๆแค่นั้นเอง มาดีขึ้นตอน ปวส. หน่อยเพราะเริ่มตั้งใจเรียนนิดๆ และจบ ป.ตรีมาด้วยเกรด ราวๆ 2.9 เกือบ 3 ซึ่งก็ถือว่า ปานกลางสำหรับคนที่เรียน “ราชภัฎ” เพราะน้อยกว่านี้ บริษัท ห้าง ร้านก็แทบจะไม่รับทำงานแล้ว แต่ที่พูดมานี้ไม่มีผลต่อการสอบแต่อย่างใดมีผลตอนสัมภาษณ์งานแค่นั้นเองที่เค้าจะมองมาที่กระดาษแผ่นนี้ด้วย ฉะนั้นการทำให้ตัวเลขเหล้านี้มันสวยงามก็เป็นเรื่องสำคัญครับ จงจำไว้ให้ดีอย่ามองว่ามันเรื่องเล็ก

          บทความที่แล้วผมได้บอกไปแล้วว่า สอบอะไรไปบ้างติดอะไรไปบ้าง ไม่ติดอะไรบ้าง ซึ่งครั้งนี้ก็จะมาบอกว่าทำไมถึงติดและไม่ติด ในการสอบครั้งแรกของชีวิต (เพราะตั้งแต่ อนุบาลยัน ปวส. ผมได้โควต้ามาตลอดเลยไม่เคยสอบสักครั้งเดียว) สอบครั้งแรกนั้นคือการสอบ เอ็นสะทราน เข้ามหาลัย ซึ่งผมอยู่ในช่วงชีวิตของการสอบแบบระบบใหม่และเก่าพอดี ระบบเก่าคือ สอบตรงวัดไปเลยครั้งเดียวติดไม่ติด เก่งไม่เก่งวัดกันไปเลย ซึ่งแน่นอนครับ ผมสอบไม่ติดในครั้งแรกเลย ซึ่งทำให้ผมเคว้งพอตัวเลยที่เดียวเพราะว่าไม่มีที่เรียนต่อ เลยต้องมาเรียนต่อ ปวส เป็นการแก้ขัดไปก่อน 1 ปี ปีต่อมาใช้ระบบใหม่คือการสอบแบบสำรวจตัวเอง คือสามารถรู้ว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถขนาดไหน ทำคะแนนได้เท่าไร ถ้าเลือกคณะนี้มีสิทธิ์จะติดไหมจากคะแนนที่ตัวเองทำได้ ปีนึงสอบ 2 ครั้ง แล้วเอาคะแนนที่ดีที่สุดมารวมๆ บวกๆกันเพื่อไปวัดกันเข้าคณะที่ตัวเองชอบ ซึ่งเมื่อผมรวมคะแนนแล้วมีสิทธิ์เข้าที่ ลาดกระบัง คณะนิเทศศิลป์แบบฉิวเฉียด คือ ดูจากคะแนนขึ้นต่ำของปีที่ผ่านมา ซึ่งคือ 240 คะแนน แต่ผมรวมแล้วผมได้ 250 คะแนนซึ่งก็ถ้าว่าผ่าน แต่เมื่อเลือกคณะไปแล้ว แล้วประกาศผลออกมาปรากฏว่า คะแนนขั้นต่ำดันพุ่งขึ้นไปถึง 280 คะแนนในปีนั้น ทำให้ผมซิ๋วไปอีก 1 ปี และกำลังจะเรียนจบ ปวส แล้วคงต้องหมดหวังกับชีวิตมหาวิทยาลัยที่ฝันไว้ไปแล้วเลยเบนเข็มไปต่อ 2 ปีหลังเพื่อจบ ป.ตรีเลยจะดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลาในการศึกษา และไปสอบติดที่สวนดุสิต(รอบ 2 นะรอบแรกไม่ติดหรือที่เรียกว่ารอบรับหมดง่ะเหอๆๆ) แต่ยังดีที่น้องชายสามารถสอบเข้าไปได้ทำให้ผมดีใจไปด้วยที่สามารถเข้าเรียนที่ที่ผมอยากได้ T^T ผมก็เลยกลายเป็น “เด็กราชภัฏ” ไป คำนี้ทำไมถึงเน้นเพราะว่าสมัยนั้นผมโดนดูถูกและกดดันจากคนแถวบ้านที่สามารถเรียนต่อที่ดีๆกันได้เยอะ คำที่ผมเจ็บใจที่สุดเลยก็คือ มีผู้ใหญ่พ่อของเพื่อนคนหนึ่งที่ลูกเค้าเข้ามหาลัยของรัฐได้ถามผมเมื่อผมไปที่บ้านของเค้าว่า “เรียนต่อที่ไหน” ผมตอบไปว่า “ราชภัฎสวนดุสิตครับ” เค้าทำหน้าตาเย้ยๆว่า “อ้อ ราชภัฎเหรอ” คำๆนี้ทำให้ผมมีเป้าหมายขึ้นมาในชีวิตทันที นั้นคือ “ตูจะยิ่งใหญ่ให้ดู ตูจะทำให้ดูว่าเด็กราชภัฏก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้”….

(continue reading…)

2 Comments more...

Looking for something?

Use the form below to search the site:

Still not finding what you're looking for? Drop a comment on a post or contact us so we can take care of it!

Visit our friends!

A few highly recommended friends...